skip to Main Content

คำโบราณที่ว่า “กินข้าวเช้าแบบราชา ข้าวกลางวันแบบเศรษฐี ข้าวเย็นแบบยาจก” ช่วยให้ไม่อ้วน จริงหรือ?

November 11, 2018
คำโบราณที่ว่า “กินข้าวเช้าแบบราชา ข้าวกลางวันแบบเศรษฐี ข้าวเย็นแบบยาจก” ช่วยให้ไม่อ้วน จริงหรือ?

ปัจจุบันคนทั่วไปมีปัญหาน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนกันมากขึ้น ทำให้พยายามที่จะควบคุมน้ำหนักด้วยหลากหลายวิธี ซึ่งนอกจากการออกกำลังกายแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่หลาย ๆ คนทำก็คือ การอดข้าว หรือ การแทบไม่แตะข้าวเลยในแต่ละมื้อ ซึ่งก็มักจะมีอาการหิวโหยและร่างกายทรุดโทรมตามมา

ทั้งนี้หลายคนก็ประหลาดใจกับคำกล่าวที่ว่าให้ “กินข้าวเช้าแบบราชา กินกลางวันแบบเศรษฐี และกินเย็นแบบยาจก” ที่ผู้ใหญ่สอนกันมา ว่าจะทำให้ไม่อ้วน!!! เราจะมาดูกันว่า คำกล่าวนี้ เชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด กับกูรูศาสตร์ทางโภชนาการ

“มื้อเช้า”เป็นมื้อสำคัญ

คนโดยทั่วไปจะกินนอนเป็นเวลาคือ นอนแต่หัวค่ำและตื่นแต่เช้า ดังนั้นมื้อเช้าจะเป็นมื้อสำคัญ เนื่องจากอาหารที่กินเข้าไปตั้งแต่เมื่อวานเย็น ได้ถูกย่อยหมดแล้ว การกินข้าวเช้าจะเท่ากับเป็นการเติมน้ำมันเครื่องยนต์ที่มีค่าการไหลลื่นสูง ทำให้ร่างกายได้สารอาหารธรรมชาติกลุ่มคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นต้นทางของการย่อยให้กลายเป็นน้ำตาลกลูโคส เพื่อให้เซลล์ในร่างกายนำไปดูดซึมและใช้ทำให้เซลล์ของอวัยวะทั้ง 32 ประการของร่างกายตื่นตัวมีชีวิตชีวาอีกครั้ง การกินมื้อเช้าแบบราชา ตั้งแต่ช่วงเวลา 06:00 – 08:00 น. จึงมีความจำเป็นและเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของวันเลยทีเดียว

ส่วนมื้อกลางวัน จะเป็นการชดเชยพลังงาน และเป็นเหมือนการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงแก่รถยนต์ ที่ถูกใช้งานต่อเนื่องไปแล้ว 4 ชั่วโมง จึงเท่ากับว่าการกินข้าวมื้อกลางวันจะเป็นการชดเชยพลังงานที่ใช้ไปและเป็นการรักษาพลังงานให้แก่ร่างกายในช่วงบ่ายด้วย

การกินข้าวกลางวันในปริมาณพอดี ๆ คือ 1 กำมือ จะทำให้เราไม่อ้วนและยังได้เติมพลังงานให้ร่างกายอีกครั้งในระดับพลังงานที่พอเหมาะ โดยเฉพาะอวัยวะสำคัญอย่าง สมอง ที่ต้องใช้งานอย่างหนักในการคิดและทำงานต่าง ๆ

ข้าวมื้อเย็นควรเลือกข้าวชนิดที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำเช่น ข้าวยังไม่ขัดสี ข้าวกล้อง ข้าวหอมนิล

ส่วนข้าวมื้อเย็นเป็นมื้อสุดท้ายของวันก่อนที่จะเข้านอน ควรเลือกข้าวชนิดที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำเช่น ข้าวยังไม่ขัดสี ข้าวกล้อง ข้าวหอมนิล ข้าวซ้อมมือ ข้าวสังข์หยด ฯลฯ เพราะมีการวิจัยแล้วว่าข้าวที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ จะค่อย ๆ ถูกย่อยอย่างช้า ๆ ในกระเพาะอาหาร และร่างกายจะสามารถดูดซึมสารอาหารไปซ่อมแซมฟื้นฟูร่างกายได้ดีในช่วงที่เราหลับสนิท หรือช่วงเวลา 22:00 – 02:00 น.

การกินข้าวทั้งสามมื้อตามรูปแบบที่คำโบราณกล่าวไว้ จึงถือว่ามีความเป็นเหตุผล และสามารถนำมาตีความให้เหมาะสมกับยุคสมัย 2018 ได้ ทั้งนี้อย่าลืมว่าคำว่าราชา เศรษฐี และยาจกที่เทียบได้กับปริมาณข้าวและเมนูกับข้าว รวมถึงเครื่องดื่มของแต่ละคน จะแตกต่างกัน จึงควรพิจารณาปริมาณตามพลังงานที่ใช้จริงเพื่อไม่ให้เกิดการสะสมพลังงานส่วนเกิน จะได้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและห่างไกลจากโรคอ้วนได้อย่างยั่งยืน